วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2557

น้ำท่วม

น้ำท่วม เป็นการไหลล้นของห้วงน้ำซึ่งทำให้แผ่นดินจมอยู่ใต้น้ำ ยังอาจใช้กับการไหลเข้าของกระแสน้ำ น้ำท่วมอาจเป็นผลของปริมาตรน้ำภายในแหล่งน้ำ เช่น แม่น้ำหรือทะเลสาบ ซึ่งไหลล้นหรือทลายคันดิน เป็นผลให้น้ำบางส่วนออกจากขอบเขตตามปกติของมัน
ขณะที่ขนาดของทะเลสาบหรือแหล่งน้ำอื่นมีความแตกต่างกันตามการเปลี่ยนแปลงหยาดน้ำฟ้าและการละลายของหิมะตามฤดูกาล แต่น้ำนั้นมิใช่อุทกภัยที่สำคัญเว้นแต่น้ำนั้นออกมาคุกคามพื้นที่ดินที่มนุษย์ใช้ เช่น หมู่บ้าน นครหรือพื้นที่อยู่อาศัยอื่น
อุทกภัยแยกออกเป็น
1.             น้ำป่าหลาก เกิดจากฝนตกหนักบนภูเขา ต้นน้ำลำธารและไหลบ่าลงที่ราบอย่างรวดเร็ว เพราะไม่มีต้นไม้ ช่วยดูดซับ ชะลอกระแสน้ำ ความเร็วของน้ำ ของท่อนซุง และต้นไม้ ซี่งพัดมาตามกระแสน้ำจะทำลายต้นไม้ อาคาร ถนน สะพาน และชีวิตมนุษย์และสัตว์ได้
2.             น้ำท่วมขัง น้ำเอ่อนอง เกิดจากน้ำล้นตลิง มีระดับสูงจากปกติท่วมแช่ขัง ทำให้การคมนาคมหยุดชะงัก เกิดโรคระบาดได้ ทำลายพืชผลเกษตรกร
3.             คลื่นซัดฝั่ง เกิดจากพายุลมแรงซัดฝั่ง ทำให้น้ำท่วมบริเวณชายฝั่งทะเล บางครั้งมีคลื่นสูงถึง 10 เมตร ซัดเข้าฝั่งทำลายทรัพย์สินและชีวิตได้


การควบคุม
ในหลายประเทศทั่วโลก แม่น้ำซึ่งมีแนวโน้มว่าน้ำจะท่วมมักมีการจัดการอย่างระวัง การป้องกัน เช่น คันดิน ทางริมแม่น้ำ อ่างเก็บน้ำและฝายถูกใช้เพื่อป้องกันมิให้แม่น้ำพังตลิ่งเข้ามา เมื่อการป้องกันเหล่านี้ล้มเหลว จะมีการใช้มาตรการฉุกเฉิน เช่น กระสอบทรายหรือหลอดหรือท่อที่พองเคลื่อนย้ายง่าย น้ำท่วมชายฝั่งนั้นได้รับการจัดการในยุโรปและอเมริกาด้วยการป้องกันชายฝั่งเช่น กำแพงกันคลื่นหรือกำแพงทะเล หลายคนเสนอว่า การสูญเสียพืชพรรณหรือการตัดไม้ทำลายป่าจะนำไปสู่ความเสี่ยงน้ำท่วมที่เพิ่มขึ้น เมื่อมีป่าตามธรรมชาติปกคลุมอยู่ ระยะเวลาที่น้ำท่วมควรลดลง การลดอัตราการตัดไม้ทำลายป่าจะช่วยลดความถี่การอุบัติและความรุนแรงของน้ำท่วมได้


หลักการป้องกัน
ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มีทั้งคุณประโยชน์และโทษเสมอ และจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับวิธีการนำมาใช้และวิธีการควบคุม ในกรณีของน้ำก็เช่นกัน ถ้าเรารู้จักการจัดสรรและควบคุมที่ดีก็จะเกิดประโยชน์เพียงแต่อย่างเดียว แต่ถ้าไม่มีการจัดสรรและควบคุมที่ดีก็จะเกิดโทษอย่างมหัน ซึ่งถ้าเราพิจารณาอดีตที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า การจัดสรรน้ำฝนที่ได้จากธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์ไม่มีการควบคุมใด ๆ ทั้งสิ้น และต้องรอฤดูกาล บางฤดูกาลก็ไม่มีน้ำใช้ บางฤดูกาลน้ำก็ท่วม สำหรับปัจจุบันมีวิธีการจัดสรรและควบคุม โดยการกักเก็บเอาไว้ในเขื่อนและฝายพร้อมกับมีจัดสรรปล่อยลงมายังพื้นที่ทำกินของประชาชนให้เกิดประโยชน์มากที่สุดตามแต่ละอาชีพ และป้องกันน้ำท่วม ตลอดจนยังสามารถนำไปผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้งานอีกด้วย แต่ด้วยมีการสร้างถนนขึ้นมากมายโดยไม่มีการวางแผนให้สอดคล้องกับธรรมชาติของน้ำที่เคยมีในอดีต จึงทำให้มีน้ำมากในบริเวณพื้นที่ที่เคยมีอยู่น้อยและมีน้ำอยู่น้อยในบริเวณพื้นที่ที่เคยมีน้ำอยู่มาก ดังนั้นถ้าเราสามารถจัดสรรให้น้ำอยู่ในบริเวณที่เคยอยู่ ตลอดทุก ๆ ฤดูกาลก็จะเกิดประโยชน์มากกว่าและไม่เกิดความเสียหายกับบริเวณพื้นที่ที่ไม่ต้องการน้ำเช่นปัจจุบัน นั่นคือเป็นการป้องกันน้ำท่วมที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับทุก ๆ ชุมชน โดยการกักเก็บและจัดสรรให้บริเวณพื้นที่ขาดน้ำในช่วงฤดูแล้งของทุกภาค ๆ มีน้ำใช้ และฤดูน้ำมากก็มีน้ำใช้ที่ไม่ทำให้เกิดความเสียหายอีกทั้งยังก่อให้เกิดรายได้ตลอดทุก ๆ ฤดูกาล บริเวณที่น้ำท่วมในปัจจุบันก็จะไม่เกิดความเสียหายเป็นนับพันล้านบาทอีกด้วย

อ้างอิง
ที่มา:
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1
ที่มา:
http://sahutchaisocialwork.wordpress.com/%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%96%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%A1/




วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ภัยจากเอลนินโญ่


เอลนินโญ่ในอ่าวไทย
 กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ประกาศแจ้งเตือน "พายุดีเปรสชันในทะเลจีนใต้" ฉบับที่ 9 เมื่อเวลา 04.00 น. ที่ผ่านมา โดยระบุแจ้งว่า
"หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงที่อ่อนกำลังลงจากพายุดีเปรสชันอยู่บริเวณเมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม คาดว่าจะเคลื่อนลงสู่อ่าวไทยตอนบนในคืนนี้ ส่งผลทำให้ภาคตะวันออก ภาคกลางตอนล่าง และภาคใต้ มีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนบนจะมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนัก และคลื่นลมที่แรงขึ้นในระยะ 1-2 วันนี้ไว้ด้วย"
สำหรับลักษณะสภาพอากาศทั่วไปในวันนี้ ภาคเหนือ มีอากาศเย็นและหมอกในตอนเช้า บริเวณยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิโดยเฉลี่ย 23-31 องศาเซลเซียล ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีอากาศเย็นและหมอกบางในตอนเช้า บริเวณยอดภูอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิโดยเฉลี่ย 23-32 องศาเซลเชียส
ภาคกลาง มีหมอกบางในตอนเช้าและฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 20 ของพื้นที่ อุณหภูมิโดยเฉลี่ย 25-33 องศาเซลเชียส ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย มีเมฆมากและฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70 ของพื้นที่ มีฝนตกบางแห่ง อุณหภูมิโดยเฉลี่ย 24-32 องศาเซลเชียส ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ภาคใต้ฝั่งอันดามัน มีเมฆมากและฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ อุณหภูมิโดยเฉลี่ย 24-32 องศาเซลเชียส ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตรกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆมากและฝนตกในบางพื้นที่ ร้อยละ 50 พื้นที่ อุณหภูมิโดยเฉลี่ย   25-33 องศาเซลเชียส








เอลนินโญ่
เอนโซก่อให้เกิดสภาพอากาศเลวร้าย อย่างเช่น อุทกภัย ภัยแล้ง หรือการรบกวนสภาพอากาศในหลายภูมิภาคของโลก ประเทศกำลังพัฒนาซึ่งมีเศรษฐกิจเน้นเกษตรกรรมและการประมง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อยู่ในบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก ได้รับผลกระทบมากที่สุด ส่วนใหญ่แล้ว ปรากฏการณ์เอลนีนโญ-ความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้ มักถูกเรียกย่อเหลือเพียง "เอลนีนโญ" ซึ่งเป็นคำในภาษาสเปน ซึ่งแปลว่า "เด็กชาย" และหมายความถึงบุตรพระคริสต์ เนื่องจากมีการสังเกตว่าความอุ่นขึ้นผิดปกตินี้มักเกิดขึ้นในช่วงเทศกาลคริสต์มาส ลักษณะที่เกิดจากเอนโซ่เป็นไปได้ว่าก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอันเป็นผลกระทบของปรากฏการณ์โลกร้อน

แบบปกติ


แบบเกิดเอลนินโญ่

ที่มาของรูป:

     ถึงปรากฎการณ์ทางธรรมชาติจะเกิดขึ้นด้วยสภาพอากาศของโลกแต่มันเกิดขึ้นได้ทุกทีเพราะมนุษย์เราสร้างสารพิษให้โลกใบนี้เพราะฉนั้นเราควรลดการใช้สารเคมีเพื่อลดสารพิษที่จะไปทำลายธรรมชาติ

อ้างอิง
ที่มา:http://news.sanook.com
ที่มา:http://th.wikipedia.org

วันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2557

โครงการศึกษาฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม(อันเนื่องมาจากพระราชดำริ)


ที่มาของรูปภาพ:http://www.infoforthai.com/forum/topic/25356

โครงการศึกษาฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม
โครงการศึกษาฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม   (อันเนื่องมาจากพระราชดำริ)
บ้านเขาชะงุ้ม  หมู่ที่  2      ตำบลเขาชะงุ้ม  อำเภอโพธาราม  จังหวัดราชบุรี
หน่วยงานรับผิดชอบ  
โครงการชลประทานจังหวัดราชบุรี  สำนักชลประทานที่ 13  กรมชลประทาน
ผู้รับผิดชอบโครงการ 
1.   นายไพรัตน์  ทับประเสริฐ  ตำแหน่งผู้อำนวยการโครงการชลประทานจังหวัดราชบุรี สำนักชลประทานที่ 13
2.   นายอัศวิน  สมุทรจักร  ตำแหน่ง ฝวศ.คป.ราชบุรี  โครงการชลประทานจังหวัดราชบุรีสำนักชลประทานที่ 13  
วัตถุประสงค์โครงการ
1.   เป็นศูนย์ศึกษาวิจัยและสาธิตทดสอบวิธีการฟื้นฟูปรับปรุงดินเสื่อมโทรมให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  เพื่อเป็นรูปแบบและส่งเสริมอาชีพเกษตรกรที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับพื้นที่โครงการ  ได้เรียนรู้วิธีการจัดการดิน  น้ำ  และพืช  อย่างถูกต้อง  มีความยั่งยืนไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม  ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
2.    เพื่อการพัฒนาแหล่งน้ำในเขตพื้นที่โครงการให้เพียงพอกับการอุปโภคบริโภคและทำการเกษตร
3.    เพื่อการพัฒนาแหล่งน้ำรอบพื้นที่โครงการฯ ให้เพียงพอกับการอุปโภคบริโภคและทำการเกษตรสำหรับกิจกรรมการขยายผลของโครงการฯ
4.    เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรดิน  น้ำ  และป่าไม้  ให้คงความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติอย่างยั่งยืน
5.    เป็นแหล่งศึกษาดูงาน
ความเป็นมาของโครงการ
ความเป็นมาของโครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรม ตามแนวพระราชดำริ ตำบลเขาชะงุ้ม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงได้รับการน้อมเกล้าถวายที่ดินจำนวนประมาณ 700 ไร่ จากราษฎรอดีตเป็นนายตำรวจยศสัญญาบัตร ซึ่งแต่เดิมทำเป็นฟาร์มปศุสัตว์และปลูกพืชไร่ มีการใช้ที่ดินอย่างผิดวิธีทำให้หน้าดินเสียหาย ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ เกิดสภาพความแห้งแล้งโดยทั่วไปจนไม่สามารถปลูกพืชได้ หรือผลผลิตลดลง เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนต จึงได้พระราชทานพระราชดำริในการปรับปรุงที่ดินเสื่อมโทรมแห่งนี้ให้กลับมีความอุดมสมบูรณ์ สามารถใช้ในการเพาะปลูกได้ รวมทั้งทรงยังแนะนำให้ปลูกหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ หลังจากที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำริในการปรับปรุงพื้นที่แห่งนี้ เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2526 หน่วยงานต่างๆ ได้สนองพระราชดำริด้วยการศึกษาทดลองเพื่อหาวิธีการปรับปรุงดินในพื้นที่ให้กลับนำมาใช้ประโยชน์ในการเกษตรได้อีก และเป็นแนวทางในการปรับปรุงดินให้แก่ราษฎรที่อยู่บริเวณใกล้เคียง ตลอดจนเป็นรูปแบบสำหรับใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาพื้นที่อื่นๆ ซึ่งมีปัญหาคล้ายๆกับที่ดินแห่งนี้
          โครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสพระชนมายุครบ 60 พรรษา และพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก สำหรับพื้นที่นั้น พลตำรวจตรีทักษ์ ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา ได้น้อมเกล้าถวายที่ดินบริเวณตำบลเขาชะงุ้ม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เนื้อที่ประมาณ 694 ไร่ 2 งาน 38 ตารางวา ซึ่งเดิมเป็นฟาร์มปศุสัตว์ ที่ดินถูกชะล้างพังทลายและทำให้เสื่อมโทรมจนเกือบใช้ประโยชน์ไม่ได้ อีกทั้งได้มีการขุดดินลูกรังไปใช้ประโยชน์อีกด้วย และความทราบถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังนั้น ในวันที่ 4 มกราคม 2528 ได้พระราชทานพระราชกระแสกับหม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธ์ ซึ่งนำความกราบบังคมทูลเกี่ยวกับ โครงการการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชกระแสดังนี้
          - แนวทางการฟื้นฟูให้พัฒนาแหล่งน้ำเป็นที่ปลูกไม้ยืนต้นให้มีความชุ่มชื้น สวยงามตามธรรมชาติ
          - ให้ใช้ชื่อโครงการฯ ตามที่เสนอไปคือ โครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
          - การศึกษาปรับปรุงบริเวณที่ดินเสื่อมโทรมอย่างหนัก โดยวิธีการเสริมสร้างแหล่งน้ำปรับปรุงบ่อดิน แก้ปัญหาดินลูกรังและจัดระดับให้เหมาะสมเพื่อให้มีน้ำใช้
          ต่อมา นายสี วรรณเทวี ได้น้อมเกล้าถวายที่ดินเพิ่มเติมอีก 63 ไร่ 1 งาน 3 ตารางวา ซึ่งอยู่ติดกับพื้นที่โครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มทางทิศเหนือให้กับมูลนิธิชัยพัฒนาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้มีพระราชกระแสกับนายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนาให้พัฒนาที่ดินแปลงดังกล่าวเป็น 3 ส่วน คือ ให้ฟื้นฟูสภาพป่า ดำเนินการพัฒนาและปล่อยไว้ในสภาพเดิม
          นอกจากนี้ยังมีพื้นที่อีกส่วนหนึ่งที่อยู่ติดกับพื้นที่โครงการซึ่งมูลนิธิชัยพัฒนาจัดซื้อเพิ่มเติมมีจำนวน 91 ไร่ 3 งาน 81 ตารางวา ดังนั้น ในขณะนี้พื้นที่โครงการมีจำนวนทั้งสิ้นรวมทั้งสิ้น 849 ไร่ 3 งาน 22 ตารางวา 
สภาพทั่วไป
1.    สภาพพื้นที่ของโครงการฯ  เป็นที่ราบเชิงเขา  มีความลาดชัน  1-10%  มีลักษณะเป็นลูกคลื่นลอนลาด
2.    เนื้อดินเป็นดินร่วนปนทรายและปนกรวด  ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ
3.    มีการชะล้างพังทลายของดินจนสูญเสียหน้าดินที่อุดมสมบูรณ์
4.    พื้นที่บางแห่งมีการขุดลูกรังไปขาย  ทำให้พื้นที่ไม่เหมาะสมที่จะใช้ทำการเกษตรอีกต่อไป
5.    ความแห้งแล้งแสดงเป็นค่าเฉลี่ยปริมาณน้ำฝนในช่วง  14  ปี  (ปี2531 – 2544)  700  มม./ปี  
 ค่าเฉลี่ย จำนวนวันที่ฝนตก  50  วัน/ปี

ระยะเวลาดำเนินการ      1  ปี      ปีพ.ศ.2552 
ประโยชน์ที่จะได้รับ
1.       เพื่อเก็บกักน้ำให้เกษตรกรในพื้นที่การเกษตรมีปริมาณน้ำเพียงพอกับความต้องการของราษฎร
2.       สภาพแวดล้อมได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น
3.       การใช้ที่ดินมีประสิทธิภาพมากขึ้น
4.       ดินและน้ำได้รับการอนุรักษ์เพิ่มขึ้น
5.       ไฟป่าลดลง
6.       เป็นที่ศึกษาดูงานและค้นคว้าวิจัยการพัฒนาที่ดิน  พื้นที่รับประโยชน์ในช่วงฤดูฝน  1,849  ไร่   ฤดูแล้ง  1,849 ไร่  จำนวนครัวเรือน  249 ครอบครัว     

พระองค์ท่านทรงเป็นห่วงประชาชนของพระองค์จึงมีโครงการ ฟื้นฟูดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มเพื่อนให้ประชาชนของพระองค์มีพื้นที่ พื่อให้ประชาชนชาวราชบุรีมีดินที่ดีในการทำสวนทำไร่ของชาวราชบุรี 




อ้างอิง

วันพฤหัสบดีที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2557

พลังงานนิวเคลียร์

พลังงานนิวเคลียร์
เป็นพลังงานรูปแบบหนึ่งที่ได้จากการคายความร้อนในปฏิกิริยานิวเคลียร์       เพื่อประโยขน์ในการสร้าง ความร้อนและผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นคำคุณศัพท์ของคำว่า นิวเคลียสซึ่งเป็นแก่นกลาง ของอะตอมธาตุซึ่งประกอบด้วยอนุภาคโปรตอน และนิวตรอน ซึ่งยึดกันได้ด้วยแรงของอนุภาคไพออน


  1. พลังงานนิวเคลียร์แบบฟิซชั่น (Fission) ซึ่งเกิดจากการแตกตัวของนิวเคลียสธาตุหนัก เช่น ยูเรเนียม พลูโทเนียม เมื่อถูกชนด้วยนิวตรอนหรือโฟตอน
  2. พลังงานนิวเคลียร์แบบฟิวชั่น (Fusion) เกิดจากการรวมตัวของนิวเคลียสธาตุเบา เช่น ไฮโดรเจน
  3. พลังงานนิวเคลียร์ที่เกิดจากการสลายตัวของสารกัมมันตรังสี ซึ่งให้รังสีต่างๆ ออกมา เช่น อัลฟา เบตา แกมมา และนิวตรอน เป็นต้น
  4. พลังงานนิวเคลียร์ที่เกิดจากการเร่งอนุภาคที่มีประจุโดยเครื่องเร่งอนุภาค เช่น อิเล็กตรอน โปรตอน ดิวทีรอน และอัลฟา เป็นต้น



พลังงานนิวเคลียร์ หรืออาจเรียกอีกชื่อได้ว่าพลังงานปรมาณูนอกจากนี้พลังงานนิวเคลียร์ยังครอบคลุมไปถึงพลังงานรังสีเอกซ์ด้วย


หลักการทำงานของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์
โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ คือ ระบบที่จะนำพลังงานที่ปลดปล่อยออกมาจากปฏิกิริยานิวเคลียร์มาเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์โดยทั่วไปประกอบด้วยส่วนหลักๆ 4 ส่วนคือ เตาปฏิกรณ์ ระบบระบายความร้อน ระบบกำเนิดกระแสไฟฟ้า และระบบความปลอดภัย
พลังงานที่เกิดขึ้นในเตาปฏิกรณ์เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชั่น สิ่งที่ได้จากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชั่น ไม่ได้มีเพียงพลังงานจำนวนมากที่ปลดปล่อยออกมา แต่รวมถึงผลผลิตที่ได้จากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชั่น นิวตรอนอิสระจำนวนหนึ่ง การควบคุมจำนวนและการเคลื่อนที่ของนิวตรอนอิสระภายในเตาปฏิกรณ์โดยสารหน่วงนิวตรอน และแท่งควบคุมจะเป็นการกำหนดว่า จะเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชั่นขึ้นภายในเตาปฏิกรณ์มากน้อยเพียงใด
พลังงานที่ผลิตเกิดขึ้นภายในเตาปฏิกรณ์ จะถูกนำออกมาโดยตัวนำความร้อน ซึ่งก็คือของไหลเช่น น้ำ,เกลือหลอมละลายหรือก๊าซคาร์บอนไดอออกไซค์ ของไหลจะรับความร้อนจากภายในเตาปฏิกรณ์ จนตัวมันเองเดือดเป็นไอหรือเป็นตัวกลางในการนำความร้อนไปยังวงจรถัดไปเพื่อผลิตไอน้ำ ไอน้ำที่ได้จะถูกส่งผ่านท่อไปยังระบบกำเนิดกระแสไฟฟ้า ที่ไอน้ำจะถูกนำไปขับกังหันไอน้ำที่จะใช้ในการหมุนเครื่องกำเนิดกระแสไฟฟ้าต่อไป



โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายมีอยู่ด้วยกัน 3 ชนิด สามารถแบ่งออกได้ดังนี้
1.โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบน้ำอัดความดัน
โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบน้ำอัดความดัน เป็นโรงไฟฟ้าที่นิยมใช้มากที่สุด โดยใช้น้ำเป็นทั้งตัวกลางระบายความร้อนและสารหน่วงนิวตรอน มีการออกแบบระบบการทำงานให้มีสองวงจร โดยวงจรแรกจะเป็นระบบระบายความร้อนออกจากเตาปฏิกรณ์ ที่ซึ่งน้ำจะไหลผ่านเตาปฏิกรณ์เพื่อระบายความร้อนออกจากแกนปฏิกรณ์ และนำความร้อนที่ได้ส่งต่อให้วงจรที่สองที่อุปกรณ์กำเนิดไอน้ำ เพื่อผลิตไอน้ำไปขับกังหันไอน้ำ น้ำในวงจรแรกนี้จะมีอุณหภูมิสูงถึง 325 องศาเซลเซียส ดังนั้นวงจรแรกจึงต้องทำงานภายใต้ความดันที่สูงมาก เพื่อป้องกันการเดือดของน้ำในวงจร อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมแรงดันในวงจรแรกคือตัวควบคุมความดัน (pressurizer) โดยน้ำในวงจรแรกจะทำหน้าที่ทั้งเป็นสารหล่อเย็นและสารหน่วงนิวตรอนให้แก่เตาปฏิกรณ์
ในส่วนของวงจรที่สองนั้นจะทำงานภายใต้ความดันที่ต่ำกว่าวงจรแรก ซึ่งน้ำในวงจรนี้จะถูกต้มให้เดือดเพื่อผลิตไอน้ำที่อุปกรณ์กำเนิดไอน้ำ ไอน้ำที่ผลิตได้จะใช้ในการขับกังหันไอน้ำเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า หลังจากนั้นจะควบแน่นกลับไปเป็นน้ำแล้วไหลกลับไปที่อุปกรณ์ผลิตไอน้ำ เพื่อเปลี่ยนเป็นไอน้ำต่อไปเรื่อยๆ

2.โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบน้ำเดือด 

โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบน้ำเดือด มีการทำงานที่คล้ายคลึงกับโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบน้ำอัดความดันมาก แตกต่างกันเพียงแค่โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบน้ำเดือด มีวงจรการทำงานเพียงแค่วงจรเดียว ที่ซึ่งน้ำจะถูกต้มภายในเตาปฏิกรณ์ (Reactor Vessel) โดยตรง ที่อุณหภูมิประมาณ 285 องศาเซลเซียส เตาปฏิกรณ์แบบนี้ถูกออกแบบให้ทำงาน โดยที่ส่วนบนของแกนปฏิกรณ์ประมาณ 12-15% มีสภาพเป็นไอน้ำ ระบบของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบน้ำเดือดนั้น ถูกออกแบบให้น้ำเดือดภายในเตาปฏิกรณ์ทำให้เตาปฏิกรณ์แบบนี้จะทำงานที่ความดันต่ำกว่าเตาปฏิกรณ์แบบน้ำอัดความดัน
ไอน้ำที่ผลิตได้ภายในเตาปฏิกรณ์ จะไหลผ่านอุปกรณ์แยกน้ำบริเวณส่วนบนของเตาปฏิกรณ์ แล้วจะไหลออกไปขับกังหันไอน้ำโดยตรง เนื่องจากน้ำที่ไหลผ่านแกนปฏิกรณ์จะมีการปนเปื้อนจากสารรังสี ทำให้อุปกรณ์ในส่วนของกังหันไอน้ำ จะโดนปนเปื้อนจากสารรังสีด้วย ดังนั้นอุปกรณ์ในส่วนของกังหันไอน้ำ จึงต้องได้รับการป้องกันรังสีเช่นเดียวกับระหว่างการบำรุงรักษา โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบน้ำเดือดจะมีต้นทุนต่ำกว่าแบบอื่น เนื่องจากเป็นระบบที่เรียบง่าย และในส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับการปนเปื้อนรังสีของอุปกรณ์ของระบบกังหันไอน้ำนั้น เนื่องจากสารปนเปื้อนในน้ำนั้นมีอายุสั้นมาก*โดยห้องกังหันไอน้ำสามารถเข้าไปเพื่อบำรุงรักษาได้ภายในระยะเวลาอันสั้น หลังจากการ shutdown เตาปฏิกรณ์



3.โรงไฟฟ้าแบบน้ำมวลหนักอัดความดัน
โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบน้ำมวลหนักอัดความดัน พัฒนาโดยประเทศแคนาดาในช่วงปี ค.ศ.1950 ภายใต้ชื่อโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบแคนดู (CANDU) โรงไฟฟ้าแบบนี้ใช้ยูเรเนียมธรรมชาติที่ไม่มีการเสริมสมรรถนะเป็นเชื้อเพลิง ทำให้ต้องใช้สารหน่วงนิวตรอนที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบน้ำอัดความดันหรือแบบน้ำเดือด ซึ่งในกรณีนี้ได้มีการนำน้ำมวลหนัก (D2O) มาใช้ ในโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบน้ำมวลหนักอัดความดัน มีการออกแบบระบบการทำงานให้มีสองวงจรเหมือนโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบน้ำอัดความดัน โดยในวงจรแรกน้ำมวลหนัก (D2O) ที่จะทำหน้าที่ทั้งเป็นสารหน่วงนิวตรอนและระบายความร้อนออกจากมัดเชื้อเพลิง จะถูกอัดภายใต้ความดันสูง และจะไหลผ่านช่องบรรจุเชื้อเพลิงเพื่อระบายความร้อนออกจากเตาปฏิกรณ์ที่เรียกอีกชื่อว่า คาแรนเดรีย จนน้ำมวลหนักในวงจรแรกมีอุณหภูมิสูงถึง 290°C และเช่นเดียวกับโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบน้ำอัดความดัน น้ำมวลหนักจะถ่ายเทความร้อนให้แก่วงจรที่สองเพื่อผลิตไอน้ำ ที่อุปกรณ์กำเนิดไอน้ำ แล้วขับกังหันไอน้ำผลิตกระแสไฟฟ้า เนื่องจากการใช้ยูเรเนียมธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง ทำให้โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบน้ำมวลหนักอัดความดัน ต้องมีการเปลี่ยนเชื้อเพลิงทุกวัน จึงมีการออกแบบให้โรงไฟฟ้าชนิดนี้สามารถเปลี่ยนเชื้อเพลิงได้โดยไม่ต้องหยุดการทำงานของเตาปฏิกรณ์



ดังนั้นเราควรเลิอกพลังงานนิวเคลียร์เป็นพลังงานทางเลือกใหม่เพื่อประหยัดพลังงานชนิดอื่นให้มากขึน เพื่ออนาคตพลังงานเหล่านั้นจะได้เหลือไว้ให้คนรุ่นหลังสามารถใช้เป็นพลังงานตั้งต้นเพื่อหาพลังงานใหม่ที่ดีกว่าเดิมได้


อ้างอิง