น้ำท่วม เป็นการไหลล้นของห้วงน้ำซึ่งทำให้แผ่นดินจมอยู่ใต้น้ำ ยังอาจใช้กับการไหลเข้าของกระแสน้ำ
น้ำท่วมอาจเป็นผลของปริมาตรน้ำภายในแหล่งน้ำ เช่น แม่น้ำหรือทะเลสาบ
ซึ่งไหลล้นหรือทลายคันดิน เป็นผลให้น้ำบางส่วนออกจากขอบเขตตามปกติของมัน
ขณะที่ขนาดของทะเลสาบหรือแหล่งน้ำอื่นมีความแตกต่างกันตามการเปลี่ยนแปลงหยาดน้ำฟ้าและการละลายของหิมะตามฤดูกาล
แต่น้ำนั้นมิใช่อุทกภัยที่สำคัญเว้นแต่น้ำนั้นออกมาคุกคามพื้นที่ดินที่มนุษย์ใช้
เช่น หมู่บ้าน นครหรือพื้นที่อยู่อาศัยอื่น
อุทกภัยแยกออกเป็น
1.
น้ำป่าหลาก เกิดจากฝนตกหนักบนภูเขา ต้นน้ำลำธารและไหลบ่าลงที่ราบอย่างรวดเร็ว
เพราะไม่มีต้นไม้ ช่วยดูดซับ ชะลอกระแสน้ำ ความเร็วของน้ำ ของท่อนซุง และต้นไม้
ซี่งพัดมาตามกระแสน้ำจะทำลายต้นไม้ อาคาร ถนน สะพาน และชีวิตมนุษย์และสัตว์ได้
2.
น้ำท่วมขัง น้ำเอ่อนอง เกิดจากน้ำล้นตลิง
มีระดับสูงจากปกติท่วมแช่ขัง ทำให้การคมนาคมหยุดชะงัก เกิดโรคระบาดได้
ทำลายพืชผลเกษตรกร
3.
คลื่นซัดฝั่ง เกิดจากพายุลมแรงซัดฝั่ง ทำให้น้ำท่วมบริเวณชายฝั่งทะเล บางครั้งมีคลื่นสูงถึง
10 เมตร ซัดเข้าฝั่งทำลายทรัพย์สินและชีวิตได้
การควบคุม
ในหลายประเทศทั่วโลก
แม่น้ำซึ่งมีแนวโน้มว่าน้ำจะท่วมมักมีการจัดการอย่างระวัง การป้องกัน เช่น คันดิน
ทางริมแม่น้ำ อ่างเก็บน้ำและฝายถูกใช้เพื่อป้องกันมิให้แม่น้ำพังตลิ่งเข้ามา
เมื่อการป้องกันเหล่านี้ล้มเหลว จะมีการใช้มาตรการฉุกเฉิน เช่น
กระสอบทรายหรือหลอดหรือท่อที่พองเคลื่อนย้ายง่าย
น้ำท่วมชายฝั่งนั้นได้รับการจัดการในยุโรปและอเมริกาด้วยการป้องกันชายฝั่งเช่น กำแพงกันคลื่นหรือกำแพงทะเล หลายคนเสนอว่า
การสูญเสียพืชพรรณหรือการตัดไม้ทำลายป่าจะนำไปสู่ความเสี่ยงน้ำท่วมที่เพิ่มขึ้น
เมื่อมีป่าตามธรรมชาติปกคลุมอยู่ ระยะเวลาที่น้ำท่วมควรลดลง
การลดอัตราการตัดไม้ทำลายป่าจะช่วยลดความถี่การอุบัติและความรุนแรงของน้ำท่วมได้
หลักการป้องกัน
ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มีทั้งคุณประโยชน์และโทษเสมอ
และจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับวิธีการนำมาใช้และวิธีการควบคุม
ในกรณีของน้ำก็เช่นกัน
ถ้าเรารู้จักการจัดสรรและควบคุมที่ดีก็จะเกิดประโยชน์เพียงแต่อย่างเดียว
แต่ถ้าไม่มีการจัดสรรและควบคุมที่ดีก็จะเกิดโทษอย่างมหัน
ซึ่งถ้าเราพิจารณาอดีตที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า
การจัดสรรน้ำฝนที่ได้จากธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์ไม่มีการควบคุมใด ๆ ทั้งสิ้น
และต้องรอฤดูกาล บางฤดูกาลก็ไม่มีน้ำใช้ บางฤดูกาลน้ำก็ท่วม
สำหรับปัจจุบันมีวิธีการจัดสรรและควบคุม โดยการกักเก็บเอาไว้ในเขื่อนและฝายพร้อมกับมีจัดสรรปล่อยลงมายังพื้นที่ทำกินของประชาชนให้เกิดประโยชน์มากที่สุดตามแต่ละอาชีพ
และป้องกันน้ำท่วม ตลอดจนยังสามารถนำไปผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้งานอีกด้วย
แต่ด้วยมีการสร้างถนนขึ้นมากมายโดยไม่มีการวางแผนให้สอดคล้องกับธรรมชาติของน้ำที่เคยมีในอดีต
จึงทำให้มีน้ำมากในบริเวณพื้นที่ที่เคยมีอยู่น้อยและมีน้ำอยู่น้อยในบริเวณพื้นที่ที่เคยมีน้ำอยู่มาก
ดังนั้นถ้าเราสามารถจัดสรรให้น้ำอยู่ในบริเวณที่เคยอยู่ ตลอดทุก ๆ
ฤดูกาลก็จะเกิดประโยชน์มากกว่าและไม่เกิดความเสียหายกับบริเวณพื้นที่ที่ไม่ต้องการน้ำเช่นปัจจุบัน
นั่นคือเป็นการป้องกันน้ำท่วมที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับทุก ๆ ชุมชน
โดยการกักเก็บและจัดสรรให้บริเวณพื้นที่ขาดน้ำในช่วงฤดูแล้งของทุกภาค ๆ มีน้ำใช้
และฤดูน้ำมากก็มีน้ำใช้ที่ไม่ทำให้เกิดความเสียหายอีกทั้งยังก่อให้เกิดรายได้ตลอดทุก
ๆ ฤดูกาล บริเวณที่น้ำท่วมในปัจจุบันก็จะไม่เกิดความเสียหายเป็นนับพันล้านบาทอีกด้วย
อ้างอิง
ที่มา:
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1
ที่มา:
http://sahutchaisocialwork.wordpress.com/%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%96%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%A1/
หลักการป้องกัน
ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มีทั้งคุณประโยชน์และโทษเสมอ และจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับวิธีการนำมาใช้และวิธีการควบคุม ในกรณีของน้ำก็เช่นกัน ถ้าเรารู้จักการจัดสรรและควบคุมที่ดีก็จะเกิดประโยชน์เพียงแต่อย่างเดียว แต่ถ้าไม่มีการจัดสรรและควบคุมที่ดีก็จะเกิดโทษอย่างมหัน ซึ่งถ้าเราพิจารณาอดีตที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า การจัดสรรน้ำฝนที่ได้จากธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์ไม่มีการควบคุมใด ๆ ทั้งสิ้น และต้องรอฤดูกาล บางฤดูกาลก็ไม่มีน้ำใช้ บางฤดูกาลน้ำก็ท่วม สำหรับปัจจุบันมีวิธีการจัดสรรและควบคุม โดยการกักเก็บเอาไว้ในเขื่อนและฝายพร้อมกับมีจัดสรรปล่อยลงมายังพื้นที่ทำกินของประชาชนให้เกิดประโยชน์มากที่สุดตามแต่ละอาชีพ และป้องกันน้ำท่วม ตลอดจนยังสามารถนำไปผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้งานอีกด้วย แต่ด้วยมีการสร้างถนนขึ้นมากมายโดยไม่มีการวางแผนให้สอดคล้องกับธรรมชาติของน้ำที่เคยมีในอดีต จึงทำให้มีน้ำมากในบริเวณพื้นที่ที่เคยมีอยู่น้อยและมีน้ำอยู่น้อยในบริเวณพื้นที่ที่เคยมีน้ำอยู่มาก ดังนั้นถ้าเราสามารถจัดสรรให้น้ำอยู่ในบริเวณที่เคยอยู่ ตลอดทุก ๆ ฤดูกาลก็จะเกิดประโยชน์มากกว่าและไม่เกิดความเสียหายกับบริเวณพื้นที่ที่ไม่ต้องการน้ำเช่นปัจจุบัน นั่นคือเป็นการป้องกันน้ำท่วมที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับทุก ๆ ชุมชน โดยการกักเก็บและจัดสรรให้บริเวณพื้นที่ขาดน้ำในช่วงฤดูแล้งของทุกภาค ๆ มีน้ำใช้ และฤดูน้ำมากก็มีน้ำใช้ที่ไม่ทำให้เกิดความเสียหายอีกทั้งยังก่อให้เกิดรายได้ตลอดทุก ๆ ฤดูกาล บริเวณที่น้ำท่วมในปัจจุบันก็จะไม่เกิดความเสียหายเป็นนับพันล้านบาทอีกด้วย
ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มีทั้งคุณประโยชน์และโทษเสมอ และจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับวิธีการนำมาใช้และวิธีการควบคุม ในกรณีของน้ำก็เช่นกัน ถ้าเรารู้จักการจัดสรรและควบคุมที่ดีก็จะเกิดประโยชน์เพียงแต่อย่างเดียว แต่ถ้าไม่มีการจัดสรรและควบคุมที่ดีก็จะเกิดโทษอย่างมหัน ซึ่งถ้าเราพิจารณาอดีตที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า การจัดสรรน้ำฝนที่ได้จากธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์ไม่มีการควบคุมใด ๆ ทั้งสิ้น และต้องรอฤดูกาล บางฤดูกาลก็ไม่มีน้ำใช้ บางฤดูกาลน้ำก็ท่วม สำหรับปัจจุบันมีวิธีการจัดสรรและควบคุม โดยการกักเก็บเอาไว้ในเขื่อนและฝายพร้อมกับมีจัดสรรปล่อยลงมายังพื้นที่ทำกินของประชาชนให้เกิดประโยชน์มากที่สุดตามแต่ละอาชีพ และป้องกันน้ำท่วม ตลอดจนยังสามารถนำไปผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้งานอีกด้วย แต่ด้วยมีการสร้างถนนขึ้นมากมายโดยไม่มีการวางแผนให้สอดคล้องกับธรรมชาติของน้ำที่เคยมีในอดีต จึงทำให้มีน้ำมากในบริเวณพื้นที่ที่เคยมีอยู่น้อยและมีน้ำอยู่น้อยในบริเวณพื้นที่ที่เคยมีน้ำอยู่มาก ดังนั้นถ้าเราสามารถจัดสรรให้น้ำอยู่ในบริเวณที่เคยอยู่ ตลอดทุก ๆ ฤดูกาลก็จะเกิดประโยชน์มากกว่าและไม่เกิดความเสียหายกับบริเวณพื้นที่ที่ไม่ต้องการน้ำเช่นปัจจุบัน นั่นคือเป็นการป้องกันน้ำท่วมที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับทุก ๆ ชุมชน โดยการกักเก็บและจัดสรรให้บริเวณพื้นที่ขาดน้ำในช่วงฤดูแล้งของทุกภาค ๆ มีน้ำใช้ และฤดูน้ำมากก็มีน้ำใช้ที่ไม่ทำให้เกิดความเสียหายอีกทั้งยังก่อให้เกิดรายได้ตลอดทุก ๆ ฤดูกาล บริเวณที่น้ำท่วมในปัจจุบันก็จะไม่เกิดความเสียหายเป็นนับพันล้านบาทอีกด้วย










